มีชนชาติกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มย่อยที่รวมอยู่ในชื่อเรียกเป็นกลุ่มใหญ่ว่าอ่าข่า หรือ ฮาหนี จำนวนประมาณ 2.5 ล้านคน กระจายตัวอยู่ตามเขตภูเขาสูงในมณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ทางภาคเหนือของลาว เวียดนาม ไทย และทางตะวันออกของประเทศพม่า ในประเทศจีนรัฐบาลจีนเรียกชนเผ่านี้ว่า ฮาหนี เขตที่มีชาวฮาหนีกระจายตัวอยู่มากคือ เขตปกครองตนเองหงเหอ (Honghe) บริเวณแม่น้ำแดงตอนเหนือของชายแดนระหว่างจีนและเวียดนาม เขตเมืองซือเหมา (Simao) ใจกลางของมณฑลยูนนานตอนใต้ ซึ่งมีประชากรจำนวนสองในสาม หรือประมาณ 300,000 คนเป็นชาวฮาหนี นอกจากนี้ยังพบอยู่ใน 3 พื้นที่ คือ เขตปกครองตนเองชาวไตในแคว้นสิบสองปันนา ทางตอนเหนือของลาว และตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า เขตการปกครองตนเองผู๋เอ๋อ (Puer) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคุนหมิง และเขตปกครองตนเองลาหู่/ว้า ที่เมืองหลานซาง (Lancang) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของชายแดนพม่า ชาวฮาหนีรวมแล้วในประเทศจีนมีจำนวนประชากรประมาณ 600,000 700,000 คน
โดยเฉพาะที่เขตปกครองตนเองหงเหอหยวนหยาง ชาวฮาหนีในเขตนี้ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มชนที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการน้ำบนพื้นที่สูง บริเวณนี้จึงมีพื้นที่นาขั้นบันไดกว้างใหญ่ที่สุดในโลก มีจำนวนขั้นบันไดถึง 3,000 ขั้น ทางรัฐบาลจีนกำลังเสนอขอให้พื้นที่นาขั้นบันไดของชาวฮาหนีเป็นพื้นที่มรดกโลกและยังประกาศให้เป็นพิพิธภัณฑ์ทางวัฒนธรรมกลางแจ้งเรื่องคนวัฒนธรรม ธรรมชาติ (ปนัดดา บุณยสาระนัย: 2542 : หน้า 192-193)
ในประเทศพม่ามีชาวอ่าข่า (หรือชาวฮาหนีในประเทศจีน) จำนวนประมาณ 150,000 คน อยู่บริเวณแคว้นเชียงตุง ในเขตภูเขาของรัฐฉานทางตอนเหนือของพม่า ชาวไทใหญ่และพม่ามักเรียกว่า ก้อ
ในตอนเหนือของลาว ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภูเขาสูงของแขวงพงสาลีและหลวงน้ำทา ซึ่งมีชายแดนติดต่อกับแคว้นสิบสองปันนาและพม่า คาดว่ามีชาวอ่าข่าในลาวประมาณ92,000- 100,000 คน ในตอนเหนือของเวียดนาม มีชาวอ่าข่าอาศัยอยู่ประมาณ 2,0003,000 คน บริเวณเขตแม่น้ำดำใกล้ชายแดนลาว ทั้งลาวและไทดำในเวียดนามเรียกชนกลุ่มนี้ว่า ก้อ ข่าก้อ
ในประเทศไทยมีประชากรอ่าข่าประมาณ 63,000 คน(เบญจวรรณ วงศ์คำ บรรณาธิการ:2546:7) ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงราย นอกนั้นกระจายอยู่ที่เชียงใหม่ ลำปาง ตาก เพชรบูรณ์ แพร่ และน่าน คนไทยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า อีก้อ ก้อ หรือ ข่าก้อ จิตร ภูมิศักดิ์เคยอธิบายไว้ว่า ชาวอ่าข่าเรียกตัวเองว่า ก้อ ต่อมาเรียกตามจีนซึ่งก็รับมาจากคำไทลื้อว่า อ่าข่า ในภาษาก้อ อ่าข่าแปลว่า การอยู่ในระหว่างสองสิ่ง หรือเป็นกลาง (จิตร ภูมิ-ศักดิ์:2540:307308) ปัจจุบันตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาสถานะบุคคลให้กับบุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543 ของกระทรวงมหาดไทย ให้ใช้ชื่อว่า อ่าข่า
ตำนานปรัมปราของชาวอ่าข่าเล่ากันมาว่า เคยมีอาณาจักรอิสระของตนเองเรียกว่า เมืองยาแด ต่อมาถูกชนชาติอื่นรุกราน จึงอพยพถอยลงมาทางใต้ในมณฑลยูนนาน (สัมภาษณ์ วุฒิไกร มอ-ผ่า) บางตำนานว่าเป็นชนชาติไท บางตำนานว่าเป็นชนกลุ่มมอญ-เขมร (ดูตำนานเรื่อง อะบื๊อลูกเขยทรยศ และภาษิตต่างๆที่กล่าวถึงชนทั้งสองชาติในแง่ลบ)
ในสมัยรัชกาลที่ 5 นาย
อ่าข่าที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเท่าที่มีหลักฐานจากการสัมภาษณ์ พบว่าไม่เกิน 100 ปี กลุ่มที่เข้ามาในประเทศไทยมี 8 กลุ่ม ได้แก่ อู่โล้ ลอมี้ เบียะ อาเค้อ อาจ้อ หน่าค้า อู่พีและ ผาหมี โดยสังเกตจากลายปักของเครื่องแต่งตัวที่แตกต่างกัน แต่พูดภาษาใกล้เคียงกันและมีพิธีกรรม ประเพณีที่เหมือนกัน ภาษาของชาวอ่าข่าเป็นภาษาในตระกูลธิเบต-พม่า มีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน
เส้นทางแรกที่เข้ามา พบว่าเป็นกลุ่มที่เดินทางจากจีนมาอยู่ที่แคว้นเชียงตุง ในพม่าก่อนจะมาที่ชายแดนพม่า-ไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเกิดการปฏิว้ติในประเทศจีน ได้อพยพลงมาพร้อมกับกองทัพก๊กมินตั๋ง มาอยู่บริเวณชายแดนพม่าที่เรียกว่า "ลอตุม"ตรงข้ามกับบ้านผา-หมี ต่อมาทางการพม่าพยายามผลักดันกองทัพก๊กมินตั๋งให้ออกจากชายแดนพม่า ประมาณปีพ.ศ.2500 ชาวอ่าข่าจึงเข้ามาทางหมู่บ้านพญาไพร เขตหัวแม่คำ(อ.แม่จัน ปัจจุบันเป็นอำเภอแม่ฟ้าหลวง) จุดแรกที่เข้ามาบริเวณดอยตุง โดยมีผู้นำ คือ แสนอุ่นเรือน (หู่ลอง จูเปาะ) กลุ่มเก่าที่สุดตั้งบ้านอยู่ที่บ้านสามัคคีเก่า ต่อมาขยายไปอยู่ที่บ้านแสนเจริญ บ้านห้วยขี้เหล็ก ฯลฯ ส่วนน้องชายชื่อแสนพรหมา (หู่ซ้อง) ได้ย้ายไปตั้งหมู่บ้านที่ดอยผาหมี อ.แม่สายและดอยสะโง้ อ.เชียงแสน แสนใจ (ถู่แซ) หลายชายของแสนอุ่นเรือนได้ไปตั้งหมู่บ้านที่หมู่บ้านแสนใจ อ.แม่ฟ้าหลวง
เส้นทางที่ 2 อพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน เดินทางผ่านตะเข็บชายแดนพม่าและแม่น้ำโขง ประเทศลาว เข้าสู่ประเทศไทยที่อำเภอแม่สาย แล้วโยกย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ แพร่ น่าน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหม่
กลุ่ม อ่าข่าล้อมี้และเบียะที่บ้านห้วยกระ บ้านนาโต่ อ.แม่ฟ้าหลวง เข้ามาทางบ้านพญาไพร มีนายหลุ่ย มาเยอะเป็นผู้นำ ส่วนกลุ่มอู่โล้ (นายวุฒิไกรผู้ให้ข้อมูลเรียกว่า บูโล) อ่าข่าที่บ้านห้วยขี้เหล็ก ดอยวาวี อ.แม่สรวย แยกมาจากกลุ่มบ้านสามัคคีเก่า
เมื่อมีการค้นพบดาวเนปจูน ได้ประมาณขนาดและการหมุนรอบของมัน แต่ผลที่ออกมาไม่ได้เป็นไปตามที่คาดคิด ผลที่ได้ไม่สามารถอธิบายการหมุนที่ผิดปกติของดาวยูเรนัส บางทีอาจมีดาวเคราะห์อีกดวงที่อยู่ถัดจากดาวเนปจูน บางทีอาจเป็นแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงนี้ดึงดูดดาวยูเรนัส ได้มีการเริ่มค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่เก้าในระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้ถูกค้นพบในปี 1930 ชาวอเมริกันชื่อ Clyde Tombaugh ได้ถ่ายภาพของมันบนท้องฟ้า ดาวเคราะห์ดวงนี้มีชื่อว่าดาวพูลโต สามารถมองเห็นได้โดยการใช้กล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่เท่านั้น