2006/Jul/10

มีชนชาติกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มย่อยที่รวมอยู่ในชื่อเรียกเป็นกลุ่มใหญ่ว่าอ่าข่า หรือ ฮาหนี จำนวนประมาณ 2.5 ล้านคน กระจายตัวอยู่ตามเขตภูเขาสูงในมณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ทางภาคเหนือของลาว เวียดนาม ไทย และทางตะวันออกของประเทศพม่า ในประเทศจีนรัฐบาลจีนเรียกชนเผ่านี้ว่า ฮาหนี เขตที่มีชาวฮาหนีกระจายตัวอยู่มากคือ เขตปกครองตนเองหงเหอ (Honghe) บริเวณแม่น้ำแดงตอนเหนือของชายแดนระหว่างจีนและเวียดนาม เขตเมืองซือเหมา (Simao) ใจกลางของมณฑลยูนนานตอนใต้ ซึ่งมีประชากรจำนวนสองในสาม หรือประมาณ 300,000 คนเป็นชาวฮาหนี นอกจากนี้ยังพบอยู่ใน 3 พื้นที่ คือ เขตปกครองตนเองชาวไตในแคว้นสิบสองปันนา ทางตอนเหนือของลาว และตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า เขตการปกครองตนเองผู๋เอ๋อ (Puer) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคุนหมิง และเขตปกครองตนเองลาหู่/ว้า ที่เมืองหลานซาง (Lancang) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของชายแดนพม่า ชาวฮาหนีรวมแล้วในประเทศจีนมีจำนวนประชากรประมาณ 600,000 700,000 คน

โดยเฉพาะที่เขตปกครองตนเองหงเหอหยวนหยาง ชาวฮาหนีในเขตนี้ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มชนที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการน้ำบนพื้นที่สูง บริเวณนี้จึงมีพื้นที่นาขั้นบันไดกว้างใหญ่ที่สุดในโลก มีจำนวนขั้นบันไดถึง 3,000 ขั้น ทางรัฐบาลจีนกำลังเสนอขอให้พื้นที่นาขั้นบันไดของชาวฮาหนีเป็นพื้นที่มรดกโลกและยังประกาศให้เป็นพิพิธภัณฑ์ทางวัฒนธรรมกลางแจ้งเรื่องคนวัฒนธรรม ธรรมชาติ (ปนัดดา บุณยสาระนัย: 2542 : หน้า 192-193)

ในประเทศพม่ามีชาวอ่าข่า (หรือชาวฮาหนีในประเทศจีน) จำนวนประมาณ 150,000 คน อยู่บริเวณแคว้นเชียงตุง ในเขตภูเขาของรัฐฉานทางตอนเหนือของพม่า ชาวไทใหญ่และพม่ามักเรียกว่า ก้อ

ในตอนเหนือของลาว ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภูเขาสูงของแขวงพงสาลีและหลวงน้ำทา ซึ่งมีชายแดนติดต่อกับแคว้นสิบสองปันนาและพม่า คาดว่ามีชาวอ่าข่าในลาวประมาณ92,000- 100,000 คน ในตอนเหนือของเวียดนาม มีชาวอ่าข่าอาศัยอยู่ประมาณ 2,0003,000 คน บริเวณเขตแม่น้ำดำใกล้ชายแดนลาว ทั้งลาวและไทดำในเวียดนามเรียกชนกลุ่มนี้ว่า ก้อ ข่าก้อ

ในประเทศไทยมีประชากรอ่าข่าประมาณ 63,000 คน(เบญจวรรณ วงศ์คำ บรรณาธิการ:2546:7) ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงราย นอกนั้นกระจายอยู่ที่เชียงใหม่ ลำปาง ตาก เพชรบูรณ์ แพร่ และน่าน คนไทยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า อีก้อ ก้อ หรือ ข่าก้อ จิตร ภูมิศักดิ์เคยอธิบายไว้ว่า ชาวอ่าข่าเรียกตัวเองว่า ก้อ ต่อมาเรียกตามจีนซึ่งก็รับมาจากคำไทลื้อว่า อ่าข่า ในภาษาก้อ อ่าข่าแปลว่า การอยู่ในระหว่างสองสิ่ง หรือเป็นกลาง (จิตร ภูมิ-ศักดิ์:2540:307308) ปัจจุบันตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาสถานะบุคคลให้กับบุคคลบนพื้นที่สูง พ..2543 ของกระทรวงมหาดไทย ให้ใช้ชื่อว่า อ่าข่า

ตำนานปรัมปราของชาวอ่าข่าเล่ากันมาว่า เคยมีอาณาจักรอิสระของตนเองเรียกว่า เมืองยาแด ต่อมาถูกชนชาติอื่นรุกราน จึงอพยพถอยลงมาทางใต้ในมณฑลยูนนาน (สัมภาษณ์ วุฒิไกร มอ-ผ่า) บางตำนานว่าเป็นชนชาติไท บางตำนานว่าเป็นชนกลุ่มมอญ-เขมร (ดูตำนานเรื่อง อะบื๊อลูกเขยทรยศ และภาษิตต่างๆที่กล่าวถึงชนทั้งสองชาติในแง่ลบ)

ในสมัยรัชกาลที่ 5 นายเฮอร์เบิร์ท วาริงตัน สมิธ (Herbert Warington Smyth) นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษรับราชการในกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยาได้เดินทางไปตามภูมิภาคต่างๆของสยามเพื่อสำรวจพื้นที่ทางธรณีวิทยา เมื่อไปที่หัวเมืองลาวในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน บริเวณหุบเขาเมืองงาว หลวงพระบาง (..2435/ ..1892) เขาได้บันทึกไว้ว่าได้พบชนเผ่าต่างๆ มีทั้ง ลื้อ เย้า ลีซอ ข่าถิ่น แม้ว มูเซอ อีก้อ กุย และเผ่าอื่นๆที่พเนจรโยกย้ายจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือสู่ทิศใต้และทิศตะวันออก ที่มีความคล้ายคลึงกันมาก คือ มูเซอร์ อีก้อและกุย โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปถึงเมืองงอยเหนือน้ำอู เขาได้พบอีก้อหรือข่าก้อมากมาย(สมิธ,เฮอร์เบิร์ท วาริงตัน:2544:184-189)

อ่าข่าที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเท่าที่มีหลักฐานจากการสัมภาษณ์ พบว่าไม่เกิน 100 ปี กลุ่มที่เข้ามาในประเทศไทยมี 8 กลุ่ม ได้แก่ อู่โล้ ลอมี้ เบียะ อาเค้อ อาจ้อ หน่าค้า อู่พีและ ผาหมี โดยสังเกตจากลายปักของเครื่องแต่งตัวที่แตกต่างกัน แต่พูดภาษาใกล้เคียงกันและมีพิธีกรรม ประเพณีที่เหมือนกัน ภาษาของชาวอ่าข่าเป็นภาษาในตระกูลธิเบต-พม่า มีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน

เส้นทางแรกที่เข้ามา พบว่าเป็นกลุ่มที่เดินทางจากจีนมาอยู่ที่แคว้นเชียงตุง ในพม่าก่อนจะมาที่ชายแดนพม่า-ไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเกิดการปฏิว้ติในประเทศจีน ได้อพยพลงมาพร้อมกับกองทัพก๊กมินตั๋ง มาอยู่บริเวณชายแดนพม่าที่เรียกว่า "ลอตุม"ตรงข้ามกับบ้านผา-หมี ต่อมาทางการพม่าพยายามผลักดันกองทัพก๊กมินตั๋งให้ออกจากชายแดนพม่า ประมาณปีพ..2500 ชาวอ่าข่าจึงเข้ามาทางหมู่บ้านพญาไพร เขตหัวแม่คำ(.แม่จัน ปัจจุบันเป็นอำเภอแม่ฟ้าหลวง) จุดแรกที่เข้ามาบริเวณดอยตุง โดยมีผู้นำ คือ แสนอุ่นเรือน (หู่ลอง จูเปาะ) กลุ่มเก่าที่สุดตั้งบ้านอยู่ที่บ้านสามัคคีเก่า ต่อมาขยายไปอยู่ที่บ้านแสนเจริญ บ้านห้วยขี้เหล็ก ฯลฯ ส่วนน้องชายชื่อแสนพรหมา (หู่ซ้อง) ได้ย้ายไปตั้งหมู่บ้านที่ดอยผาหมี อ.แม่สายและดอยสะโง้ อ.เชียงแสน แสนใจ (ถู่แซ) หลายชายของแสนอุ่นเรือนได้ไปตั้งหมู่บ้านที่หมู่บ้านแสนใจ .แม่ฟ้าหลวง

เส้นทางที่ 2 อพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน เดินทางผ่านตะเข็บชายแดนพม่าและแม่น้ำโขง ประเทศลาว เข้าสู่ประเทศไทยที่อำเภอแม่สาย แล้วโยกย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ แพร่ น่าน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหม่

กลุ่ม อ่าข่าล้อมี้และเบียะที่บ้านห้วยกระ บ้านนาโต่ อ.แม่ฟ้าหลวง เข้ามาทางบ้านพญาไพร มีนายหลุ่ย มาเยอะเป็นผู้นำ ส่วนกลุ่มอู่โล้ (นายวุฒิไกรผู้ให้ข้อมูลเรียกว่า บูโล) อ่าข่าที่บ้านห้วยขี้เหล็ก ดอยวาวี อ.แม่สรวย แยกมาจากกลุ่มบ้านสามัคคีเก่า

2006/Jul/10

ชาวอ่าข่ามีความเชื่อในเรื่องพลังเหนือธรรมชาติ จิตวิญญาณ ภูติผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะผีบรรพบุรุษ ความเชื่อดังกล่าวสามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้

1.ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า เช่น เทพผู้เป็นใหญ่ - อะผ่อหมี่แยะ เป็นเทพหรือพระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง บนโลกและสวรรค์ (Creator god) นอกจากนี้ก็ยังมี อึมแยะ - เทพแห่งฝน

อะกือ -เทพแห่งแสงสว่าง ผู้ควบคุมดวงอาทิตย์และดวงดาว อึมซา เทพแห่งลม เทพเหล่านี้เป็นผู้ช่วยเหลือมนุษย์ๆ จึงต้องเอาอกเอาใจโดยการเซ่นสรวงทุกปี ปีละหลายครั้งโดยมี หยื่อมะ (ตำแหน่งหัวหน้าผู้ทำพิธีกรรม)เป็นผู้ติดต่อกับเทพ

2. ความเชื่อเรื่องผี ชาวอ่าข่าเรียกผีว่า แหนะ มี 2 ประเภท คือ ผีดี และผีร้าย ผู้ที่ติดต่อสื่อกลางระหว่างผีกับ คน คือ พีมะ (หมอผี) ผีแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผีดีและผีร้าย

ก. ผีดี ได้แก่

ผีบรรพบุรุษ อะเพอเปาะเหลาทุกครอบครัวต้องสร้างหิ้งผีบรรพบุรุษไว้ที่ห้องนอนฝ่ายหญิง เพื่อให้วิญญาณช่วยปกปักรักษาลูกหลาน ลูกหลานจึงต้องกราบไหว้เซ่นสรวงบูชาทุกปีอย่างน้อยปีละ 9 ครั้ง

ผีใหญ่ อะเพออะพี เป็นหัวหน้าผีอยู่บนสวรรค์ คอยคุ้มครองสอดส่องดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านตามที่ชาวบ้านอ้อนวอน ชาวอ่าข่าจะจัดพิธี ยะอุพี ให้ในเดือนเมษายน

ผีหมู่บ้าน ได้แก่ ผีบรรพบุรุษของทุกคน ผีเจ้าที่ของหมู่บ้าน ผีเหล่านี้จะสิงสถิตอยู่ในหมู่บ้านโดยเฉพาะที่ ลกข่อ (ประตูหมู่บ้าน) ทำหน้าที่คุ้มครองชาวบ้านและป้องกันจากสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามารบกวนในหมู่บ้าน

ผีไร่ ฉ่านา อ่ามา เป็นผีเจ้าที่เจ้าทางที่อยู่ที่ไร่ คุ้มครองคนที่ไปทำไร่และคุ้มครองพืชผลในทุ่งนา ชาวอ่าข่าจะมีพิธีบวงสรวงก่อนเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกและหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว

ข.ผีร้าย เป็นผีต้นเหตุแห่งความเจ็บป่วย และความหายนะทั้งหลาย โกรธง่าย

ชอบทำร้ายคน จึงต้องหาเครื่องเซ่นมาขอขมาผีตามที่ต้องการ ได้แก่ ผีป่า ผีภูเขา ผีลม ผีสายรุ้งซึ่งเป็นผีอยู่นอกหมู่บ้าน ชาวอ่าข่าเชื่อว่าความปลอดภัยมีอยู่เฉพาะภายในหมู่บ้าน จึงต้องสร้างประตูหมู่บ้านขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังของหมู่บ้าน เพื่อป้องกันผีร้ายเข้ามาหมู่บ้าน ที่ลกข่อ จึงมีเครื่องไล่ผีต่างๆ เช่น ตาแหลว อาวุธต่างๆ เป็นต้น

ใกล้หมู่บ้านทุกแห่งของชาวอ่าข่าจะมีต้นไม้ใหญ่ซึ่งถือเป็นเขตป่าสงวนของหมู่บ้าน ใช้เป็นต้นน้ำและเป็นที่พักอาศัยของผีป่า เชื่อกันว่าผีป่าจะสถิตอยู่ที่โพรงไม้ของต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุด ในบริเวณนี้มีข้อห้ามตัดไม้โดยเด็ดขาด ในการทำพิธีเลี้ยงผีป่าจะต้องทำพิธีที่หมี้ซ้อง(ศาลผี)

การแบ่งประเภท ไก่ ของชาวอ่าข่า

ในบรรดาชนเผ่าชาวดอย อ่าข่าเป็นกลุ่มที่เลี้ยงไก่และมีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับไก่มากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มชนที่ยึดถือประเพณีและพิธีกรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด

เรื่องของไก่ที่เกี่ยวพันกับมนุษย์จึงพบมากในตำนานปรัมปรา (myth) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไก่บ้านขันเรียกดวงอาทิตย์ที่หายไป ไก่ไปตามเมล็ดข้าวคืนให้มนุษย์ ไก่สอนให้มนุษย์รู้จักสืบพันธุ์ เรื่องของมอนยี้แสวงหาดินแดนใหม่โดยใช้ไก่ขันเสี่ยงทาย เป็นต้น ในที่นี้จะวิเคราะห์ความหมายและหน้าที่ของไก่ของชาวอ่าข่า โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ ไก่ป่า ไก่ต่อ และไก่บ้าน

1.ไก่ป่า หรือ ไก่เถื่อน ชาวอ่าข่า เรียกว่า ยานี แปลว่า ไก่อยู่ป่า ไก่ป่าตัวผู้ เรียกว่า ยานียะพู้ว ตัวเมียเรียกว่า ยานียามา ชาวอ่าข่าเชื่อว่าเป็นไก่ป่าเป็นไก่ของเทพหรือผีเพราะอยู่นอกเขตหมู่บ้าน

ลักษณะของไก่ป่า ตัวเล็กกว่าไก่บ้าน บินขึ้นและลงได้ ตัวผู้มีขนสีแดงที่หางมีสีขาว มีเส้นขนละเอียด ตัวเมียมีขนสีดำ( ไทลื้อบอกว่าสีหมาน ลาหู่ว่าสีน้ำตาล) มีหูเล็กๆ ขาเล็กๆ มีเกล็ดที่ขา หงอนไก่ป่ามีสีแดงจัด ยืดได้หดได้ หงอนไก่ป่าจะโป่งขึ้นเมื่อเริ่มขัน ประมาณเดือนตุลาคมไก่ป่าจะเริ่มขันพร้อมกับหงอนจะเริ่มตั้ง ในระหว่างเดือนเจ็ดถึงเดือน 9 จะขันมากเป็นพิเศษทั้งกลางวันและกลางคืนโดยเฉพาะในคืนในคืนพระจันทร์เพ็ญ ฤดูผสมพันธุ์ของไก่ป่าอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและจะะออกไข่ในช่วงเมษายน โดยจะออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว ใช้เวลาฟักประมาณ 18 วัน

2006/Jul/09

เมื่อมีการค้นพบดาวเนปจูน ได้ประมาณขนาดและการหมุนรอบของมัน แต่ผลที่ออกมาไม่ได้เป็นไปตามที่คาดคิด ผลที่ได้ไม่สามารถอธิบายการหมุนที่ผิดปกติของดาวยูเรนัส บางทีอาจมีดาวเคราะห์อีกดวงที่อยู่ถัดจากดาวเนปจูน บางทีอาจเป็นแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงนี้ดึงดูดดาวยูเรนัส ได้มีการเริ่มค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่เก้าในระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้ถูกค้นพบในปี 1930 ชาวอเมริกันชื่อ Clyde Tombaugh ได้ถ่ายภาพของมันบนท้องฟ้า ดาวเคราะห์ดวงนี้มีชื่อว่าดาวพูลโต สามารถมองเห็นได้โดยการใช้กล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่เท่านั้น

เวลาส่วนใหญ่แล้วดาวพูลโตจะเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกลดวงอาทิตย์มากที่สุด ในระหว่างการหมุนบางช่วงจะใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวเนปจูน และอยู่ห่างไกลที่สุดในปี 1999 ดาวพูลโตเป็นดาวขนาดเล็ก โดยมีขนาดเล็กกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ และยังเล็กกว่าดวงจันทร์ของโลก บนดาวมีความหนาวเย็นมากและอาจไม่มีชั้นบรรยากาศ พื้นผิวของมันอาจปกคลุมด้วยน้ำแข็งหรือก๊าซของแข็ง เราคิดว่าดาวพูลโตประกอบขึ้นด้วยน้ำแข็งโดยมีแกนเป็นหิน ลักษณะอาจจะเหมือนดาวบริวารของดาวยูเรนัส บางทีครั้งหนึ่ง ดาวพูลโตอาจเคยเป็นดาวบริวารของดาวเนปจูนซึ่งหนีการหมุนรอบดาวเนปจูน

ดาวพูลโตมีดาวบริวาร 1 ดวงชื่อดาว Charon ซึ่งพบโดยการดูด้วยกล้องโทรทัศน์ในปี 1978 ดาว Charon มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 725 ไมล์ ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของเส้นผ่าศูนย์กลางของดาวพูลโต ดาว Charon หมุนรอบดาวพูลโต โดยมีระยะทางห่างจากดางพูลโต 12,125 ไมล์ มันใช้เวลาหมุนรอบดาวพูลโต เท่ากับการหมุนรอบตัวเองของดาวพูลโต ดังนั้นถ้าหากเราอยู่บนดาวพูลโตเราจะมองไม่เห็นดาว Charon ปรากฏบนท้องฟ้า